การเพิ่มขีดความสามารถเชิงพลวัตให้กับองค์กรผ่านการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์

เมื่อเผชิญหน้า กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม องค์กรส่วนใหญ่มักพยายาม พัฒนาขีดความสามารถเชิงพลวัต (Dynamic capabilities: DC) ด้วยวิธีจัดการเชิงกลยุทธ์ด้านทรัพยากร (Resource-Based-View: RBV) หรือ การขยายฐานมุมมองด้านทรัพยากร เพื่อเข้าถึงแหล่งทรัพยากรใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ ซึ่งการขยายฐานมุมมองทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ในตลาดอุตสาหกรรม และช่วยรักษาสมรรถนะทางการแข่งขันขององค์กรให้พร้อมอยู่เสมอ โดยการคาดการณ์อนาคตเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้องค์กรสามารถจับจังหวะโอกาสธุรกิจและมองเห็นความท้าทายในการพัฒนาธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และยังมีส่วนช่วยในการสร้างกลยุทธ์เพื่อรับมือให้เท่าทันต่อความไม่แน่นอนในอนาคต ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางธุรกิจสูงกว่าองค์กรขนาดใหญ่

ขีดความสามารถเชิงพลวัต (Dynamic capabilities: DC) คือความสามารถในการตอบสนองขององค์กรต่อตลาดและเครือข่ายอุตสาหกรรมผ่านการจัดการเชิงกลยุทธ์ด้านทรัพยากรด้วยการขยาย แก้ไข หรือสร้างฐานทรัพยากร (Resource base) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น ดังนั้น ขีดความสามารถเชิงพลวัตจึงเปรียบเสมือนความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และการตอบสนองขององค์กรที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงผ่านการจัดการด้านทรัพยากรภายในองค์กร เมื่อองค์กรมีขีดความสามารถเชิงพลวัตสูงย่อมทำให้องค์กรนั้นได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในอดีต และการเรียนรู้ในปัจจุบันเพื่อสร้างแผนการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนซึ่งช่วยส่งเสริมโอกาสในการลงมือปฏิบัติให้เกิดผลจริง สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่องบรรลุตามเป้าหมายขององค์กร และสามารถรับมือกับความผันผวนของสภาพแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะองค์กรปรับตัวได้ไว

ในยุคปัจจุบัน การพัฒนาธุรกิจดำเนินอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของโลกยุคพลิกผันโดยที่ยังคงรักษาสมรรถนะทางการแข่งขันให้ดีอยู่เสมอได้นั้น องค์กรจำเป็นต้องตระหนักถึงความไม่แน่นอนที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight: SF) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจและทำให้องค์กรมองเห็นภาพรวมของอนาคต ภาพความไม่แน่นอน และภาพอนาคตที่เป็นไปได้ ผ่านการสำรวจสภาพแวดล้อมปัจจุบันเพื่อการค้นหาสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอ่อน ๆ (Weak Signals) ค้นหาแนวโน้ม (Trends) และความไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่อาจมีผลกระทบในอนาคตทั้งระยะสั้นไปจนถึงระยะยาว ซึ่งการคาดการณ์อนาคตจะช่วยสร้างภาพจำอนาคต (Memory of the Future) ผ่านการสร้างฉากทัศน์ (Scenario Planning) รวมถึงสร้างแผนกลยุทธ์เพื่อไปสู่อนาคตที่ต้องการ เช่น การสร้างแผนที่นำทาง (Roadmap) เป็นต้น

การพัฒนาองค์กรให้มีความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอนาคตทั้งในบทบาทเชิงรับและเชิงรุก องค์กรนั้นจำเป็นจะต้องมีการเรียนรู้ หรือการกระจายตัวของความรู้ภายในองค์กร (Organizational Learning: OL) อย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนทักษะร่วมกัน ซึ่งการเรียนรู้ขององค์กรเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรผ่านการกระบวนการสร้างองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ อาทิ การค้นหาจุดบอด (Blind Spots), การวิเคราะห์ช่องว่างทางความรู้ (Knowledge Gaps) และการสร้างแบบจำลองความคิด (Mental Models) เพื่อทำความเข้าใจต่อสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งภายในองค์กรและนอกองค์กร เมื่อองค์กรเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยผลักดันการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ รวมถึงส่งเสริมให้บุคลากรมีฐานความคิดที่กว้าง มองเห็นภาพรวมความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เข้าใจการเปลี่ยนแปลงในขอบเขตธุรกิจของตน รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่ใกล้เคียง ไปจนถึงสามารถพัฒนาข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้เป็นองค์ความรู้ใหม่ของตนเองเพื่อเพิ่มความสามารถเชิงพลวัตหรือความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

ความสัมพันธ์กันระหว่างปัจจัยทั้งสาม: ขีดความสามารถเชิงพลวัต (DC)
การคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (SF) และกลไกการเรียนรู้ขององค์กร (OL)
Nonthapat Pulsiri, Ronald Vatananan-Thesevitz. (2021)

การเพิ่มขีดความสามารถเชิงพลวัต (DC) และการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (SF) จะถูกบูรณาการผ่านกลไกการเรียนรู้ขององค์กร (Organizational Learning: OL) เพื่อใช้เป็นองค์ความรู้ใหม่และเป็นข้อมูลในการศึกษาเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต สถานการณ์ปัจจุบัน และสร้างแผนกลยุทธ์สู่อนาคตที่จะทำให้เกิดการพัฒนาองค์กรในระยะยาว จากแผนภาพวงกลมด้านบนแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทั้งสาม ได้แก่ขีดความสามารถเชิงพลวัต (Dynamic capabilities: DC), การคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight: SF) และการเรียนรู้ขององค์กร (Organization Learning: OL) ได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ดังนี้

  1. ขีดความสามารถเชิงพลวัต (Dynamic capabilities: DC) และการเรียนรู้ขององค์กร (Organizational Learning: OL)

การเพิ่มขีดความสามารถเชิงพลวัต (Dynamic capabilities: DC) เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นด้วยการขยาย แก้ไข หรือสร้างฐานทรัพยากร (Resource base) องค์กรจำเป็นต้องค้นหาแหล่งทรัพยากรที่มีความเหมาะสม ยากที่จะเลียนแบบ หรือพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ โดยการเพิ่มขีดความสามารถเชิงพลวัตหรือการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากการมีกลไกการเรียนรู้ภายในองค์กรที่ดี (Organizational Learning: OL) เมื่อองค์กรเกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ทำงานร่วมกัน และมีกระบวนการทำงานแบบกลุ่ม (Team working) จะกระตุ้นให้เกิดการคิดริเริ่ม (Initiative) ซึ่งนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) เพื่อช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่สร้างรายได้ให้แก่องค์กร อีกทั้ง การพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันจากการอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากรในการวิเคราะห์รูปแบบธุรกิจ (Business model) ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในองค์กร รวมถึงการเผยแพร่หรือต่อยอดองค์ความรู้ใหม่อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) อื่นในขอบเขตธุรกิจ

การสร้างองค์ความรู้ชุดใหม่ภายในองค์กรจากการสำรวจ วิเคราะห์ รวบรวมความคิด หรือจากการเรียนรู้อื่น ๆ รวมถึงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการคาดการณ์อนาคต เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างจุดแข็งให้กับธุรกิจ เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดเพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรม หรือการมองเห็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์หรือเติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

  1. ขีดความสามารถเชิงพลวัต (Dynamic capabilities: DC) และการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight: SF)

การคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight: SF) เป็นเครื่องมือที่สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายขอบเขตเพื่อช่วยพัฒนาธุรกิจให้มีศักยภาพสูงและได้เปรียบทางการแข่งขันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เป็นตัวช่วยวางแผนกลยุทธ์ (Strategic planning) ในการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ (Decision-Making) ซึ่งการคาดการณ์อนาคตทำให้องค์กรมองเห็นโอกาสและความท้าทายในการสร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือการลงทุน รวมถึงการระบุและประเมินรูปแบบธุรกิจของตลาดและคู่แข่ง โดยองค์กรที่มีการใช้คาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์จะทำให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าองค์กรทั่วไป เนื่องจากมีทุนทางปัญญาที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานและพัฒนาขีดความสามารถทางนวัตกรรม รวมถึงภายในกระบวนการคาดการณ์อนาคตที่มีการค้นหาสัญญาณอ่อน (Weak Signals) ทำให้เห็นการก่อตัวของสัญญาณบางอย่างที่อาจส่งผลกระทบในอนาคต องค์กรจึงสามารถนำสัญญาณเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อค้นหาหรือพัฒนานวัตกรรมใหม่หรือต่อยอดได้  

อีกทั้ง การคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ยังช่วยสร้างวิสัยทัศน์การพัฒนาขององค์กร ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ ด้วยการสร้างภาพของอนาคต (Picture of the Future) เพื่อช่วยวิเคราะห์รูปแบบธุรกิจ (Business Model) วิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค และมองเห็นโอกาสได้รวดเร็วกว่าองค์กรอื่น ๆ

  1. การคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight: SF) และการเรียนรู้ขององค์กร (Organizational Learning: OL)

การคาดการณ์อนาคตจะช่วยท้าทายความเชื่อปัจจุบันและแนวคิดภายในองค์กรให้เกิดการขยายมุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ ให้รอบด้านขึ้น รวมถึงยังช่วยผลักดันขีดจำกัดของการวิจัยและการพัฒนา (Research and Development Projects) ส่งผลให้นักพัฒนาศึกษาและพยายามสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้กระบวนการในการคาดการณ์อนาคต เช่น กระบวนการการสร้างฉากทัศน์ (Scenario Process) ยังทำหน้าที่ในการผลักดันให้องค์กรเกิดการเรียนรู้ มีความเข้าใจประสบการณ์ในอดีต และมีความเชื่อมโยงกับอนาคตซึ่งทำให้องค์กรเตรียมความพร้อมเพื่อรับมืออนาคต (Future preparedness) และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงกระบวนการคาดการณ์อนาคตดังกล่าวยังมีความเชื่อมโยงกับระบบความคิดของบุคลากรในการวิเคราะห์โอกาส ความเป็นไปได้ และสิ่งที่มีแนวโน้มกระทบต่อธุรกิจในอนาคต ทำให้บุคลากรเกิดการคิดอย่างเป็นระบบ (Systems thinking) สามารถสร้างสมมติฐาน ความสอดคล้องของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเพื่อให้มีความเข้าใจเชิงลึกต่อปัญหาและค้นหาวิธีแก้ไขได้

จะเห็นได้ว่าขีดความสามารถเชิงพลวัต (DC) การคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (SF) และการเรียนรู้ขององค์กร (OL) มีความเชื่อมโยงต่อกันซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาและปรับตัวให้อยู่รอดขององค์กร ซึ่งหากองค์กรมีการนำคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์มาใช้เพื่อวิเคราะห์ถึงโอกาสความเป็นไปได้ และสร้างแผนกลยุทธ์สำหรับอนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างกลไกการเรียนรู้ภายในองค์กร ผ่านการศึกษาความทรงจำในอดีตและปัจจุบัน จะทำให้องค์กรมีขีดความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น สามารถวางแผนรับมือกับอนาคตที่ผันผวนไปจนถึงสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม 

Reference

Michael Yao-Ping Peng, Zhaohua Zhang, Hsin-Yi Yen, and Shu-Mi Yang. Dynamic Capabilities and Firm Performance in the High-Tech Industry: Quadratic and Moderating Effects under Differing Ambidexterity Levels. (2019).

Nonthapat Pulsiri, Ronald Vatananan-Thesevitz. Triangle Relationship: A Review of Dynamic Capabilities, Strategic Foresight and Organizational Learning. The International Journal of Business Management and Technology. (2021).  

René Rohrbeck, Menes Etingue Kum. Corporate foresight and its impact on firm performance: A longitudinal analysis. Technological Forecasting & Social Change 129. (2018).

René Rohrbeck1, Hans Georg Gemünden. Strategic Foresight in Multinational Enterprises: Building a Best-Practice Framework from Case Studies. R&D Management Conference 2008. (2008).

René Rohrbeck, Jan Oliver Schwarz. The Value Contribution of Strategic Foresight: Insights From an Empirical Study of Large European Companies. (2013)

= = = = = = = = = =
อ่านบทความอื่น ๆ และสนใจปรึกษาข้อมูลแนวคิดการมองอนาคตเพิ่มเติมได้ที่
Facebook Fanpage : FuturISt@NIDA