ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไร้คนขับ

ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไฟฟ้า ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ซึ่งจะประหยัดพลังงานและปล่อยมลพิษน้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่วนยานยนต์ไร้คนขับ เป็นยานพาหนะที่ขับเคลื่อนได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือของมนุษย์ ยานยนต์ประเภทนี้ ใช้ปัญญา-ประดิษฐ์ และเซนเซอร์ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อม  แล้วควบคุมการขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ (Kottayil, 2021)  

แนวโน้มในอนาคต 

▪ รถยนต์ รถไฟ และเรือที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ต่อการจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมดในโลกจะเติบโตจากร้อยละ 5 ใน ค.ศ.2020 เป็นร้อยละ 100 ภายใน ค.ศ.2040 (Rowlatt, 2021)
▪ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของรถไฟ เรือ และอากาศยานจะถูกพัฒนาให้สามารถขับเคลื่อนเองอย่างสมบูรณ์ได้มากขึ้นตามลำดับ เครื่อง-บินโดยสารและส่งสินค้าที่ขับเคลื่อนเองได้อย่างสมบูรณ์น่าจะถูกพัฒนาจนสำเร็จประมาณ ค.ศ.2025 (Claassen, 2019)
▪ เทคโนโลยีของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนได้เองบาง ส่วน เช่น ระบบช่วยขับขณะการจราจรติดขัด และระบบช่วยขับตามช่องทาง (lane keeping) จะถูกพัฒนาและใช้งานอย่างเต็มที่ภายใน ค.ศ.2025 จากนั้น เทคโนโลยีของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนได้เองอย่างสมบูรณ์จะกลายเป็นเทคโนโลยีกระแสหลัก (NHTSA, 2021)
▪ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนได้เองอย่างสมบูรณ์จะถูกจำหน่ายและนำมาให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลายมากขึ้นตามลำดับ โดยคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 6,700 คัน ใน ค.ศ.2020 เป็น 4.22 ล้านคันใน ค.ศ.2030 (Grand View Research, 2020)
▪ การขาดแคลนแร่ธาตุที่ใช้ผลิตเซนเซอร์อาจส่งผลให้มีการใช้งานอย่างจำกัดและไม่เท่าเทียม

ผลกระทบต่อประเทศไทย  

▪เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ ในกรณีของรถยนต์ ผู้ผลิตจะเปลี่ยนมาเน้นจำหน่ายซอฟต์แวร์และการบริการสำหรับรถไร้คนขับแทนการผลิตเฉพาะรถยนต์ จึงต้องการแรงงานขั้นสูงเพิ่มขึ้น แรงงานขั้นกลาง-ต่ำลดลง
▪ ลดต้นทุนและเวลา และเพิ่มความปลอดภัยในการคมนาคมขนส่ง (Khvoynitskaya, 2020b) ส่งผลให้ธุรกิจขนส่งที่นำมาใช้งานมีประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น แต่ต้องการแรงงานลดลง ส่วนบรรษัทที่มิได้นำมาใช้ก็เสี่ยงออกจากตลาด แรงงานในธุรกิจนี้จึงเสี่ยงตกงาน
▪ ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการสามารถเข้าถึงทรัพยากรหรือส่งสินค้าไปจำหน่ายในพื้นที่ที่ห่างไกลได้มากขึ้น ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาสินค้าและลดต้นทุน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตที่อาศัยยานยนต์นี้เติบโตในตลาดใหม่ ๆ ขณะที่ผู้ผลิตเดิมในท้องถิ่นนั้นต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้น ดังนั้น ยานยนต์นี้อาจเอื้อให้บรรษัทใหญ่สามารถผูกขาดตลาดและมีอำนาจมากขึ้น
▪ บรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
▪ เชื่อมโยงผู้คนและกระชับความสัมพันธ์ทางสังคม แต่ก็เร่งกระบวนการทำให้เป็นปัจเจกในสังคม
▪ เพิ่มความเสี่ยงที่ผู้โดยสารอาจถูกสอดแนม ละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือโจมตีทางไซเบอร์
▪ เพิ่มขีดความสามารถของกองทัพหรือตัวแสดงที่ใช้งานในการก่อความรุนแรง จึงเพิ่มความไม่มั่นคงในการเมืองโลก ส่งผลให้รัฐบาลดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นอิสระได้ยากขึ้น