เทคโนโลยีและนวัตกรรม กับความสำคัญทางเศรษฐกิจหลังโควิด-19

เมื่อพิจารณา จากสถานการณ์ล่าสุดทั่วโลกแล้ว น่าเสียใจนะครับ ที่ดูเหมือนว่า ช่วงเวลา แห่งความยากลำบากของมวลมนุษยชาติ ในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 (COVID-19) ครั้งนี้ดูจะยืดเยื้อกว่าที่หลายคนคาดคิด ด้วยหลายเหตุปัจจัย ทำให้จนถึงวันนี้จำนวนผู้ติดเชื้อ รวมทุกประเทศทั่วโลกพุ่งมาไกลจนเกือบแตะ 20 ล้านคนแล้ว หนำซ้ำในหลายประเทศ ตัวเลขนี้ก็ยังไม่มีแนวโน้มจะลดลงหากแต่จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผลกระทบของเจ้าไวรัสตัวร้ายตัวนี้ที่ลามไปทั่วทั้งโลกนั้น นอกจากผลกระทบในเชิงนามธรรมที่อาจประมาณค่าเป็นตัวเลขได้ยาก อย่างความหวาดกลัวและหวาดระแวงในการใช้ชีวิตของผู้คนแล้ว ผลกระทบในเชิงรูปธรรมก็ไม่ได้ห่างจากคำว่าหายนะสักเท่าไหร่นัก โดยที่เห็นได้ชัดที่สุดและเจ็บหนักมากไปทั่วทุกมุมโลกในตอนนี้ ก็คงหนีไม่พ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของไวรัสโดยตรง ตั้งแต่ธุรกิจสายการบินพาณิชย์และธุรกิจการท่องเที่ยว ไปจนถึงธุรกิจโรงแรม ธุรกิจจัดอีเวนท์และธุรกิจการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น 

แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับแต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางกลุ่มธุรกิจอาจต้องใช้เวลาในการเยียวยาตัวเองเพื่อฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งนี้นานมากกว่า 3-4 ปี และในบางกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าก็อาจเกิดการเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างถาวรหรือแม้แต่ต้องล้มหายตายจากไปเลยก็เป็นไปได้ ผมเองไม่อยากมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป ก็พยายามคิดไปถึงอมตะวาจาของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังท่านหนึ่งที่เคยกล่าวไว้ว่า “In the midst of every crisis, lies great opportunity” หรือ “ในทุกวิกฤตพามาซึ่งโอกาสอันยิ่งใหญ่” ซึ่งคุณผู้อ่านหลายท่านก็อาจจะเคยคิดคำถามนี้อยู่ในใจแล้วว่า แล้วในวิกฤตไวรัสของโลกอย่างนี้ล่ะ มันจะพาเอาโอกาสอะไรดี ๆ ใหญ่ ๆ มาบ้างหรือเปล่า? ซึ่งแน่นอนครับว่าอนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะกับวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่มากของคนทั้งโลก ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าทางข้างหน้ามันจะทอดยาวไปสิ้นสุดอยู่ที่ตรงไหน แต่ถ้าให้ผมลองพยายามพยากรณ์ดู ผมเชื่อว่าหนึ่งในโอกาสอันยิ่งใหญ่ซึ่งเริ่มจะมองเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนแล้ว และก็น่าจะชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตยุคหลังโควิด-19 คือโอกาสที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ครับ

กรณีศึกษาหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา โดยหากนับจนถึงปัจจุบัน สหรัฐอเมริกามีจำนวนผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 5 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อไวรัสสูงที่สุดในโลก ซึ่งถ้าเราลองมานั่งคิดทบทวนดูว่าเฉพาะค่าแพทย์ ค่าพยาบาล ค่าเตียง ค่ายา และค่าจิปาถะอื่น ๆ ในการรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อไวรัสจำนวนถึง 5 ล้านคนในประเทศที่ค่าครองชีพสูงอย่างสหรัฐอเมริกานั้น จะรวมเป็นมูลค่าความเสียหายโดยตรงที่คิดเป็นเงินมากมายมหาศาลเพียงใด ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมถึงความเสียหายโดยอ้อมอย่างค่าเสียโอกาสที่ทรัพยากรบุคคลเหล่านั้นไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในช่วงเวลาที่ล้มป่วยจากโรคไวรัสนี้ได้ อีกทั้งในจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อนั้นก็มีจำนวนถึงกว่า 160,000 รายที่ต้องสูญเสียชีวิตและจากโลกนี้ไปอย่างถาวรด้วยเหตุจากเชื้อไวรัสนี้ เมื่อลองคิดทบทวนดูเช่นนี้แล้ว ผมจึงไม่ค่อยแปลกใจนักที่สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกาประกาศตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประจำไตรมาส 2/2020 ออกมาว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีอัตราการเติบโตติดลบมากถึง 32.9% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนับว่าเป็นการหดตัวครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลมาเมื่อกว่า 70 ปีก่อน

แต่ท่ามกลางคลื่นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ที่กำลังพัดโหมอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่นานาประเทศทั่วโลกกำลังจับจ้องมองพญาอินทรีย์ที่ติดไวรัสงอมแงมและเศรษฐกิจทำท่าจะพังพินาศอยู่นี้ คุณผู้อ่านทราบไหมครับว่าพญาอินทรีย์ดังกล่าวยังมีทีเด็ดซุกเก็บไว้ใต้ปีกอยู่ โดยจากข้อมูล https://www.bloomberg.com/…/apple-amazon-facebook… ระบุว่า ในช่วงของวิกฤตโรคระบาดที่ดูเหมือนจะพัดพาเอาความมั่งคั่งหายไปจากเกือบทุกหย่อมหญ้านี้ บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกากลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม โดยมีความมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติเสียอีก ซึ่งความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นนี้เห็นได้ชัดเจนจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่คนไทยคุ้นชื่อกันดีอย่าง บริษัทเฟซบุ๊ก บริษัทแอปเปิล บริษัทอเมซอน และบริษัทอัลฟาเบท (บริษัทแม่ของกูเกิล) โดยมูลค่าตลาดรวมของทั้ง 4 บริษัทนี้เพิ่มมากขึ้นถึง 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มูลค่ารวมทะยานไปแตะเหนือระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 155 ล้านล้านบาทแล้ว

ในรายละเอียดผลประกอบการของทั้งสี่บริษัท บริษัทแอปเปิลเป็นหัวแถวที่สามารถทำเงินได้มากที่สุด โดยอานิสงค์จากยอดขายไอโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้บริษัทแอปเปิลมีตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้น 15% คิดเป็นกำไรสุทธิถึง 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสนี้ ในส่วนของบริษัทอเมซอนที่ได้อานิสงค์จากการที่ผู้คนต้องจับจ่ายซื้อขายสินค้าทางช่องทางออนไลน์มากขึ้น ก็มีรายได้เพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยภายในระยะเวลาเพียงสามเดือนบริษัทอเมซอนสามารถทำกำไรได้ 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของบริษัทเฟซบุ๊กยักษ์ใหญ่แห่งสื่อสังคมออนไลน์ก็มีรายได้จากการโฆษณาเพิ่มขึ้น 10% คิดเป็นรายได้จากการโฆษณา 18,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสุดท้ายในส่วนของบริษัทอัลฟาเบทที่แม้รายได้จะลดลง 2% แต่ก็ยังถือว่าทำได้ดีกว่าที่ถูกคาดการณ์ไว้และยังมีกำไรสุทธิของไตรมาสอยู่ที่ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนอกจากสี่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีข้างต้นแล้ว ก็ยังมี Zoom บริษัทเทคโนโลยีผู้ให้บริการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ซึ่งเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในช่วงเริ่มต้นของการล็อกดาวน์ (Lockdown) โดย Zoom เป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีมาแรงสวนกระแสเศรษฐกิจตกต่ำในยุควิกฤตโควิด-19 โดยอ้างอิงจาก https://markets.businessinsider.com/…/zoom-expects-200… คาดการณ์ว่า Zoom จะสามารถทำกำไรได้อย่างก้าวกระโดดถึง 300% ในปีนี้
แม้ว่ากรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะใช้สรุปได้ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นโอกาสใหม่ หรือเป็นดาบสองคมเล่มใหม่ ซึ่งจะเข้ามาชี้นำกำหนดชะตาของทุกประเทศในโลกยุคหลังโควิด-19 ได้ แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าการนำ ‘เทคโนโลยีและนวัตกรรม’ เข้ามาเป็นองค์ประกอบในสมการสำหรับสร้างสรรค์การทำงานรูปแบบใหม่นั้น จะเป็นเรื่องสำคัญมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในทศวรรษข้างหน้าที่กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะภายหลังจากที่หลายต่อหลายประเทศต้องตกอยู่ในสภาวะซึมยาวจากพิษไวรัสเช่นนี้ หากประเทศไหนสามารถลุกขึ้นมาตั้งตัวได้ก่อน สามารถส่งเสริมทรัพยากรบุคคลอันเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดที่พึงมีของประเทศให้มีความรู้ความสามารถและทัศนคติที่เท่าทันต่อโอกาสอุบัติใหม่ในโลกได้ ประเทศนั้นก็น่าจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีบทบาทในระดับนานาอารยะประเทศได้

รศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช
ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ และอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
chutisant.ker@nida.ac.th