เว็บ 3.0 กับรูปแบบธุรกิจในอนาคต

ในยุคดิจิทัลที่ผู้คนทั่วโลก ใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน การช็อปปิ้ง หรือแม้แต่การสังสรรค์เข้าสังคม ด้วยโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์คือตัวกลางสำคัญ ที่ทำให้ที่ทำให้กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ และ การมีปฏิสัมพันธ์กันของผู้คนบนโลกออนไลน์ เป็นไปได้อย่างราบรื่น ซึ่งรูปแบบของเว็บไซต์ ที่พวกเรากำลังใช้งานจนคุ้นชินกันอยู่ในปัจจุบันคือ Web 2.0 ซึ่งสามารถทำให้ผู้ใช้งานสื่อสารกันเอง หรือสื่อสารกับเจ้าของเว็บไซต์ได้ เกิดเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two Way Communication) ออนไลน์ ซึ่งส่งผลให้เกิดเป็นสังคมบนเว็บไซต์ และเกิดเป็นสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) อย่างเช่น Facebook Twitter Youtube ขึ้นมา ทำให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว และเชื่อมต่อผู้คนทั้งโลกเข้าด้วยกันอย่างไร้พรมแดน

แต่ตอนนี้ รูปแบบของเว็บไซต์กำลังก้าวล้ำหน้าไปยิ่งกว่านั้น ด้วยการพัฒนาของแนวคิด Web 3.0 ซึ่งจะเป็นเว็บไซต์ที่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลาง ซึ่งผู้ใช้จะสามารถมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของเว็บไซต์ได้ โดยที่ทุกคนจะสามารถควบคุมข้อมูล และแลกเปลี่ยนซื้อขายได้ โดยไม่มีศูนย์กลางควบคุม อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถเป็นผู้ถือหุ้นของเว็บไซต์ได้อีกด้วย ด้วยการใช้โทเค็น (Token) หรือสกุลเงินดิจิทัลของเว็บไซต์นั้น ๆ เพื่อถือหุ้นและโหวตลงคะแนนต่อนโยบายและแนวทางการพัฒนาของเว็บไซต์นั้น ๆ ผู้ใช้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ลูกค้าหรือผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์แบบเว็บไซต์ในปัจจุบันอีกต่อไป       

ข้อดีและข้อเสียของ Web 3.0

Web 3.0 นั้นจะให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรือ บริการต่าง ๆ ได้อย่างอิสระปราศจากตัวกลางเข้ามาคอยควบคุม และทำการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลและบริการต่าง ๆ รวมถึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการบังคับปิดบัญชีผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็นเหตุจากการละเมิดกฎของผู้ให้บริการ หรืออื่น ๆ ซึ่งจะแตกต่างและเหนือกว่าเว็บไซต์ในปัจจุบัน (หรือ Web 2.0) และยังช่วยแก้ไขปัญหาการที่ผู้ให้บริการในฐานะคนกลางขโมยข้อมูลของผู้ใช้ไปขาย เพื่อวิเคราะห์ทำโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ทำให้ข้อมูลผู้ใช้ที่สื่อสารเข้าไปนั้นไม่เป็นข้อมูลส่วนตัวอีกต่อไป แต่ Web 3.0 จะสามารถลดบทบาทของตัวกลางลง เพิ่มความ ‘ไร้ตัวกลาง’ (Decentralized) ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลแล้ว Web 3.0 ยังมีข้อดีคือ ระบบการเก็บรักษาข้อมูลที่ปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้จากผู้ใช้ และมีการกระจายอำนาจจากตัวกลางที่ควบคุมข้อมูลเนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนเช่นเดียวกับ Cyptocurrency ต่าง ๆ เช่น Bitcoin Ethereum และ Polkadot

แต่ก็ใช่ว่า Web 3.0 จะไม่มีข้อเสียเลย การนำ Web 3.0 มาใช้อาจจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างสูงต่อผู้ใช้บางส่วนที่ไม่สามารถเข้าใจและตามทันเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนเช่นนี้ได้ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มคนที่ไม่มีทักษะและความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลมากเพียงพอ จนอาจทำให้สูญเสียโอกาสหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ เนื่องจากระบบไร้ศูนย์กลางหรือตัวกลางคอยควบคุมดูแลของ Web 3.0 ทำให้ยากต่อการตรวจสอบดูแลให้ทั่วถึง จนอาจทำให้ผู้ใช้งานต้องเผชิญปัญหาการโกงจากการซื้อขายออนไลน์ หรือ การกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyberbullying) ที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดเทคโนโลยีอาจจะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นมาก เนื่องจาก Web 3.0 จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีหลายประเภท เช่น AI, Machine Learning ซึ่งล้วนแต่ต้องการระบบที่ทันสมัยในการประมวลผล ทำให้ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยและราคาสูงมากขึ้น

Web 3.0 จะปฎิวัติอุตสาหกรรมและธุรกิจแบบดั้งเดิม

ดังที่เห็นได้ในปัจจุบัน การขยายตัวของอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ในรูปแบบ Web 2.0 ที่เราใช้กันอยู่ในขณะนี้ ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนมากมายและเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายของออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มกลางที่ทำหน้าที่เสมือนตลาด, เศรษฐกิจแบ่งปันเช่น Uber, Grab, และ Airbnb, หรือธุรกิจรูปแบบ Subscription ซึ่งเป็นระบบที่ลูกค้าต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกรายเดือน/รายปี เพื่อรับบริการหรือใช้สินค้านั้น ๆ ซึ่งหลายคนคุ้นเคยกันดีผ่านการใช้ Netflix, Spotify, Apple Music หรือระบบคลาวน์ต่าง ๆ เช่น Google Drive เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าธุรกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายด้านนั้นพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต รวมทั้ง web 1.0 และ Web 2.0 และมีการดำเนินงานที่ผูกพันอยู่กับเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถคาดการณ์ได้ว่าการเข้ามาของ Web 3.0 ย่อมจะส่งผลกระทบในวงกว้างและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจและรูปแบบุรกิจเหล่านี้อย่างแน่นอน โดยได้มีการคาดการณ์ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

  • ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น: Web 3.0 มีรูปแบบการทำงานและประมวลผลข้อมูลแบบ Semantic web กล่าวคือ เป็นการจัดเก็บและนำเสนอข้อมูลแบบมีลำดับชั้น สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลในระดับเมตะเดต้า (Metadata) และทำให้สามารถจัดแบ่งได้ว่าข้อมูลที่ปรากฎนั้นมีความสัมพันธ์กับข้อมูลอื่น ๆ ในแต่ละระดับอย่างไร ซึ่งลักษณะพิเศษนี้เองจะเป็นประโยชน์มากต่อการเข้าถึงผู้บริโภคของภาคธุรกิจ โดยธุรกิจนั้น ๆ จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้นและตรงกับกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง เนื่องจากการประมวลผลข้อมูลของ Web 3.0 มีความเข้าใจข้อมูลอย่างลึกซึ้งกว่าระบบ Web 2.0 ที่ทำได้เพียงประมวลหาคำสำคัญ (Key Words) ที่ตรงกับคำที่ผู้บริโภคเสิร์จหาเท่านั้น แต่อาจจะไม่ได้ตรงกับเนื้อหาจริง ๆ ซึ่งการศึกษาของ ARK (Active Research Knowledge) บริษัทจัดการกองทุนของสหรัฐอเมริกา พบว่าในอนาคต 10 ปีข้างหน้า ถ้าแพลตฟอร์มมีการใช้ Web 3.0 จะสามารถสร้างรายได้จากการค้าขายออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 19% ต่อปี เทียบกับการไม่ใช้ซึ่งจะเพิ่มเพียงแค่ 8% ต่อปี ทำให้ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวกลางหรือตลาด (Marketplace) ในปัจจุบัน อาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเข้ามาของเทคโนโลยี Web 3.0 เนื่องจากระบบไร้ศูนย์กลางหรือตัวกลางคอยควบคุมดูแลของ Web 0 ทำให้ผู้ขายและผู้ซื้อสามารถติดต่อกันได้โดยตรง จนอาจทำให้แพลตฟอร์มกลางเช่นนี้ไม่จำเป็นอีกต่อไป
  • ภาคธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จาก Web 3.0 ในการให้บริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้เทคโนโลยี Web 3.0 นั้นมีความเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของโปรแกรมด้วยตัวเอง (Machine Learning) ซึ่งสามารถช่วยทำงานที่มีลักษณะต้องทำซ้ำ ๆ (Repetitive Task) ได้ ทำให้ช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน ลดภาระงานที่ต้องทำและทำให้เจ้าของธุรกิจและพนักงานสามารถเอาเวลาที่เหลือไปพัฒนาการบริการลูกค้าในด้านอื่น ๆ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าได้
  • เกิดการนำโทเค็นมาใช้เพื่อเป็นรางวัลหรือค่าตอบแทนให้แก่ผู้ใช้ที่ดูโฆษณาบนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มนั้น ๆ ซึ่งผู้ใช้จะต้องตกลงเสียก่อนว่ายินยอมให้ตัวเว็บไซต์เก็บข้อมูลของตนเพื่อนำไปใช้ในการโฆษณา ซึ่งโทเค็นในลักษณะที่เริ่มมีการนำมาใช้คือ ‘Basic Attention Tokens’ หรือ BATs
  • Web 3.0 จะช่วยพัฒนาให้เกิดระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเว็บไซต์โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาแอปพลิเคชั่น และ/หรือ เว็บไซต์ของสถาบันการเงินอีกต่อไป โดยการชำระเงินสามารถดำเนินการระหว่างผู้ซื้อและขายได้ทันที
  • ในอนาคต มีการคาดการณ์ว่าในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย และบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ จะดำเนินกระบวนการซื้อขายและธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้การพัฒนาของ Web 3.0 จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือ 1) จะช่วยทำให้การตั้งราคาของอสังหาริมทรัพย์มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น 2) ผู้ขายสามารถติดตามราคา ความเคลื่อนไหวของอสังหาริมทรัพย์ที่ตนต้องการนำมาขายต่อได้ง่ายขึ้น 3) กระบวนการตรวจสอบและลงนามในเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มีความปลอดภัยมากขึ้น 4) การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ทำได้รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น

Web 3.0 จะส่งผลรูปแบบธุรกิจและเทคโนโลยีอย่างไร

นอกจากการเข้ามาของ Web 3.0 ก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ยึดโยงอยู่กับอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดังข้างต้นแล้ว Web 3.0 ยังส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยีทางธุรกิจ ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นเช่นกัน ซึ่งได้มีการคาดการณ์ถึงรูปแบบธุรกิจที่จะเติบโต และ/หรือ พัฒนาขึ้นจาก Web 3.0 คือ

  • การออกสินทรัพย์ดิจิทัล (Native Assets): เนื่องจากระบบ Web 3.0 สามารถให้ผู้ใช้งานที่ถือโทเค็น (Token) หรือสกุลเงินดิจิทัลของเว็บไซต์นั้น ๆ เพื่อถือหุ้นและโหวตลงคะแนนต่อนโยบายของเว็บไซต์นั้น ๆ ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้เป็นที่ต้องการของตลาด เกิดการออกสกุลเงินของเว็บไซต์ ของบริษัทต่าง ๆ และจะกระตุ้นให้คนหันมาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากยิ่งขึ้น
  • ธุรกิจด้านสินทรัพย์ที่ไม่มีการผูกขาด: การเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องทั้งการแลกเปลี่ยนซื้อขาย การลงทุน การทำสัญญาทางการเงินต่าง ๆ เติบโตตามไปด้วย นำไปสู่การขยายตัวของบริษัทที่ให้บริการในกิจกรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะพื้นฐานของระบบ Web 3.0 ที่มีความกระจายศูนย์กลาง ทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่สามารถกลายเป็นธุรกิจผูกขาดได้แบบบริษัททางการเงินขนาดใหญ่ในปัจจุบัน
  • การเผาโทเค็น (Burn tokens): คือการลบโทเค็นออกจากระบบ เพื่อปรับลดจำนวนโทเค็นให้น้อยลงและเพิ่มมูลค่าให้กับโทเค็นที่เหลือ ซึ่งเป็นกระบวนการที่บริษัท/แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Binance และ MakerDAO ได้นำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ
  • เวิร์คโทเค็น (Work Tokens): คือรูปแบบการออกและถือครองโทเค็นที่ผู้ถือโทเคนได้รับการบริการหรือแลกเปลี่ยนสินค้าแทนเงินสด มุ่งเน้นไปที่การสร้างรายได้ กำไรหรือสิทธิประโยชน์ของการถือครองที่จับต้องได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) ในรูปแบบหนึ่ง โดยเมื่อนำมาใช้กับ Web 3.0 แล้ว ผู้ให้บริการ (Service Provider) จะมีพันธะผูกพันที่จะต้องสร้างงานและผลกำไรให้แก่เว็บไซต์หรือระบบนั้น ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับโทเค็นที่ได้และสิทธิการถือครองหุ้นของเว็บไซต์/ระบบนั้น ๆ

โดยสรุปแล้ว  แม้ Web 3.0 ยังคงอยู่ในระหว่างกระบวนการพัฒนา แต่ด้วยการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี รวมถึงการให้ความสนใจต่อ Web 3.0 จากบริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Apple, Amazon และ Google น่าจะทำให้แนวคิดในอุดมคติที่วางเอาไว้สามารถทำให้กลายมาเป็นความจริงได้ไม่ยาก และกลายเป็นเทคโนโลยีที่ผู้คนใช้กันอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกเช่นเดียวกับ Web 2.0 ในปัจจุบันได้ไม่ยากนัก ซึ่งการเข้ามาของ Web 3.0 จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างมหาศาลทั้งในแง่ลบและในแง่ของการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่บริษัททางด้านเทคโนโลยีและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงควรจะเตรียมการรับมือและหาประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ผู้ใช้งานทั่วไปอย่างเราทุกคนก็ควรจะเตรียมพร้อมรับผลกระทบที่เกิดขึ้นเช่นกัน

…………………….

#FuturistNIDA #ให้คำปรึกษาด้านการมองอนาคต #ธุรกิจแห่งอนาคต #เทคโนโลยีดิจิทัล #Web3

 เรียบเรียงและแปลโดย: นันทิทิพ โชคถาวร และ สุจารี วัฒนะรัตน์

……………………..

เอกสารอ้างอิง

Deepali. (2022). Advantages and Disadvantages of Web 3.0

Max Mersch. (2019). Which New Business Models Will Be Unleashed By Web 3.0?

จิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์. (2021). Web 3.0 คืออะไร มีโอกาสทางธุรกิจอย่างไรบ้าง

Finnomena. (2564). WEB 3.0 คืออะไร? วิวัฒนาการของการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดนและไร้ตัวกลาง?

Isaac Traynis. (2018). 2019 | Year of the “Work Token”

Bitkub. (2021). อะไรคือ Digital Token ? ทำไมถึงนิยมขึ้นเรื่อยๆ