Tech Singularity อนาคตที่ไม่อาจหลีกหนี

ดิสโทเปียหรือโลกอนาคตอันมืดหม่น ที่ซึ่งจักรกลครองโลก และมนุษย์ถูกไล่ล่านั้น เป็นจินตนาการสุดล้ำที่ถูกถ่ายทอดในหนังไซไฟหลายเรื่อง ในขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่อง ‘Singularity’ หรือ การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยี จนเกิดความหวั่นเกรงว่าสมองกล จะฉลาดแซงหน้ามนุษย์เข้าสักวัน ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาถกเถียงกันเรื่อยมา และดูเหมือนว่าโอกาสที่ภาวะ Singularity จะกลายเป็นจริงนั้น กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

Technological Singularity หมายถึงภาวะ ‘เอกฐาน’ ทางเทคโนโลยี เป็นการคาดการณ์ถึงช่วงเวลาที่เทคโนโลยีพัฒนาได้รวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์ในปัจจุบันจะสามารถทำความเข้าใจได้ ความเคลื่อนไหวอันหวือหวาของแวดวงเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นกว่าอย่าง AGI (Artificial General Intelligence) การปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ด้วย Quantum Computing รวมไปถึงการที่ยักษ์ใหญ่ไอทีหลายค่ายเร่งรัดพัฒนาโลกเสมือน Metaverse ยิ่งตอกย้ำความเป็นไปได้ของการเกิด Singularity 

AI ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด

เมื่อพูดถึง AI บางคนอาจนึกถึงหุ่นยนต์สุดล้ำ อุตสาหกรรมไฮเทค หรือการทดลองในห้องแล็บ แต่อันที่จริงแล้ว AI กำลังแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตมนุษย์ และปรากฏอยู่ในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังโดยที่เราไม่รู้ตัว

  • ด้านการสื่อสาร ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนแทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ มือถือแบรนด์ดังเช่น iPhone มีการใช้ระบบ Face ID เพื่อปลดล็อคมือถือ โดยใช้ AI ช่วยในการจดจำใบหน้าผู้ใช้ หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะ Facebook, Twitter, Tiktok ก็ล้วนแต่ใช้อัลกอรึธึม AI ในการแนะนำคอนเทนต์บนหน้าฟีดอิงตามความสนใจและพฤติกรรมของผู้ใช้
  • ความบันเทิง แพลตฟอร์ม Netflix เองก็ใช้อัลกอรึธึม AI ในการเก็บข้อมูลผู้ชม และมีระบบแนะนำเนื้อหา (Recommender System) ที่คอยคัดสรรคอนเทนต์มานำเสนอตามหมวดหมู่ เช่น แนวภาพยนตร์ นักแสดง หรือความยาว โดยอิงจากรสนิยมและประวัติการรับชม
  • การคมนาคม แอปที่เราใช้กันบ่อย ๆ เช่น Google Maps ก็ใช้ AI ในการมอนิเตอร์ข้อมูลสภาพการจราจรและสภาพอากาศ ทำให้เราทราบข้อมูลการจราจรบนท้องถนนแบบเรียลไทม์ และสามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการจราจรคับคั่งได้ นอกจากนี้ ในบางประเทศได้มีการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI อ้างอิงจากข่าวล่าสุด บริษัท Waymo ได้เริ่มให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับในเมืองซานฟรานซิสโกแล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=O8TSA-X9UlU)
  • ธุรกิจการค้า บริษัทค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Amazon นำระบบ AI มาช่วยในการพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า เช่น การจดจำไอเทมโปรด หรือพฤติกรรมการซื้อ และมีระบบคาดการณ์การซื้อที่แม่นยำเหมือนอ่านใจลูกค้าได้
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัทยักษ์ใหญ่ไฮเทคค่ายต่าง ๆ ได้นำ AI มาพัฒนาระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Assistant) เช่น Alexa ของ Amazon หรือ Bixby ของ Samsung ซึ่งสามารถควบคุมการใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ในบ้านได้
  • อาหารการกิน ร้านหม้อไฟชื่อดัง Haidilao (ไหตี่เลา) ในเมืองปักกิ่งกลายเป็นภัตตาคาร AI แห่งแรกของโลกที่ใช้หุ่นยนต์เตรียมและเสิร์ฟอาหารแทนคน หรือตู้กดกาแฟ ‘เต่าบิน’ ที่กำลังได้รับความนิยมในไทย ก็ใช้ระบบ AI ชงและเสิร์ฟเครื่องดื่ม
  • การแพทย์ มีการนำ AI มาพัฒนาในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้หุ่นยนต์เพื่อการผ่าตัด การเก็บข้อมูลและให้ความรู้แก่ผู้ป่วย และการนำส่งยา นอกจากนี้ สถาบันวิจัยหลายแห่งได้นำ AI มาช่วยในการวินิจฉัยโรค เช่น มหาวิทยาลัย Stanford นำอัลกอริธึม AI มาช่วยในการวินิจฉัยโรคจากฟิล์มเอกซเรย์ หรือมหาวิทยาลัย Aston ก็ได้นำระบบ AI มาใช้ตรวจคลื่นเสียงเพื่อวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน และมีอัตราความแม่นยำสูงถึง 99%

และเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น จำนวนข้อมูล (Data) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เทคโนโลยี 5G ระบบคลาวด์ และซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนขึ้น โอกาสที่ AI จะพัฒนาไปสู่ระดับ General AI (AGI) ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้มากขึ้น (General AI คือภาวะที่ AI มีความสามารถทัดเทียมกับมนุษย์ ทำทุก ๆ อย่างที่มนุษย์ทำได้ด้วยประสิทธิภาพใกล้เคียง)

คำทำนายถึงอุบัติการณ์ SINGULARITY

ล่าสุดมีการประเมินว่าห้วงเวลาการเกิด Singularity จะอยู่ในระหว่างปี ค.ศ. 2030 – 2060 และเป็นภาพอนาคตที่ยังคลุมเครือ มีทั้งผู้สนับสนุนที่มองว่ามันจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่มวลมนุษย์ และผู้หวาดระแวงที่มองว่ามันจะกลายเป็นภัยคุกคามของมนุษยชาติ

หนึ่งในผลกระทบที่เป็นรูปธรรมที่สุด ได้แก่ การที่ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในโลกการทำงาน รายงานของ World Economic Forum คาดการณ์ว่า ภายในปี 2025 แรงงานจำนวน 85 ล้านตำแหน่งทั่วโลกจะถูกแทนที่ด้วยจักรกล AI แต่ในขณะเดียวกัน AI นี้แหละที่จะสร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทนอีก 97 ล้านตำแหน่ง ปัญหาที่ตามมาก็คือในช่วงรอยต่อนี้แรงงานมนุษย์จำนวนมากยังขาดแคลนทักษะที่จำเป็น

เราได้รวบรวมคำทำนายบางส่วนเกี่ยวกับ Singularity และมุมมองทั้งด้านบวกและลบ ของนักคิดนักประดิษฐ์ผู้ทรงอิทธิพล มาให้ทุกท่านได้พินิจพิเคราะห์

คำทำนายด้านบวก 

  • Ray Kurzweil หัวหน้าทีมวิศวกร Google และนักอนาคตศาสตร์ตัวยง คาดว่า Singularity จะเกิดขึ้นในปี 2045 เขามองว่ามันเป็นโอกาสทอง เพราะ AI จะมาช่วยส่งเสริมให้มนุษย์ชาญฉลาดยิ่งขึ้น และการเชื่อมต่อสมองมนุษย์เข้ากับระบบคลาวด์จะเกิดขึ้นภายในปี 2030 (ตัวอย่างการทดลองที่เกิดขึ้นแล้วได้แก่โปรเจค Neuralink ของ Elon Musk ที่เปิดตัวในปี 2017)
  • Masayoshi Son ประธานบริษัท Softbank ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมจากญี่ปุ่น ทำนายว่า Singularity จะเกิดขึ้นในปี 2047 และในยุคนั้นชิปคอมพิวเตอร์ 1 ตัวจะมีระดับสติปัญญาเทียบเท่าไอคิว 10,000 (มนุษย์ที่ฉลาดที่สุดในโลกมีระดับไอคิวเฉลี่ย 200) ซันเชื่อว่า Superintelligence หรือขั้นสุดของปัญญาประดิษฐ์จะเป็นมิตรกับมนุษย์ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วย ถ้าเราใช้มันด้วยเจตนาดี มันก็จะช่วยส่งเสริมให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีขึ้น
  • Ben Goertzel ผู้ก่อตั้งโปรเจค SingularityNET ที่พัฒนา ‘โซเฟีย’ หุ่นยนต์ AI ตัวแรกของโลก เชื่อว่า General AI จะเกิดขึ้นแน่ภายในปี 2045 ส่วนภาวะ Singularity นั้นเขาทายว่ามันน่าจะเกิดขึ้นในระหว่างปี 2020 – 2100 แม้จะยังคลางแคลงใจกับอนาคต แต่เกิร์ตเซลเชื่อว่าการพัฒนาเทคโนโลยี AI ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้เหตุผล ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ‘มนุษย์’ ที่เป็นผู้กำหนดเป้าหมายหรือตั้งโปรแกรมให้กับจักรกล ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และ Blockchain จะช่วยสร้างโลกที่ดีขึ้น

คำทำนายด้านลบ 

  • Vernor Vinge นักเขียนไซไฟชื่อดัง เคยคาดการณ์ไว้เมื่อปี 1993 ว่าภาวะ Singularity จะเกิดขึ้นภายในปี 2030 นอกจากการทำนายถึงรถยนต์ไร้คนขับ หรือโดรนขนส่งแล้ว ในนิยายของเขามักจะสะท้อนภาพดิสโทเปียที่ AI สร้างผลกระทบด้านลบ เช่น จักรกลเข้ามาแย่งงานมนุษย์ วินจ์กล่าวว่า เมื่อไหร่ที่ Superintelligence กำเนิดขึ้นมา มนุษยชาติก็คงจะมาถึงจุดจบ อย่างไรก็ดี เขาเสนอทางออกว่ามนุษย์จะอยู่รอดและฉลาดขึ้นถ้าร่วมมือกับคอมพิวเตอร์ และหาทางใช้ประโยชน์จากมัน
  • Stephen Hawking อัจฉริยะแห่งวงการฟิสิกส์ เคยกล่าวไว้ในปี 2014 ว่า ความสำเร็จในการสร้าง AI คือเหตุการณ์สุดยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ แต่มันก็อาจจะนำมาซึ่งจุดจบถ้าหากมนุษย์ไม่เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ตามมา โดย AI นั้นสามารถบันดาลได้ทั้งคุณอนันต์หรือโทษมหันต์ มันอาจคิดค้นงานวิจัยได้เหนือชั้นกว่ามนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจสร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจ กลายเป็นเครื่องมือให้กับผู้กดขี่ ไปจนถึงพัฒนาอาวุธร้ายแรงขึ้นมา ฉะนั้นมนุษยชาติควรจะพัฒนา AI ด้วยความระมัดระวัง และเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะ Singularity
  • Elon Musk เจ้าพ่อนวัตกรรมแห่งยุค เคยกล่าวไว้หลายครั้งว่า ถ้ามนุษย์ไม่ควบคุมให้ดี ๆ ล่ะก็ AI อาจจะนำมาซึ่งหายนะ ล่าสุดเขาทำนายว่า AI จะฉลาดแซงหน้ามนุษย์ในปี 2025 และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจพัฒนาโปรเจค Neuralink เพื่อหาทางเชื่อมสมองมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์ โดยหวังว่ามันจะช่วยให้มนุษย์สามารถต่อกรกับความฉลาดล้ำของ AI ในอนาคตได้ อย่างไรก็ดี มัสก์เน้นย้ำว่าควรจะมีการกำกับดูแลทุกองค์กรที่พัฒนา AI ให้มีความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นสถาบันวิจัยชั้นนำอย่าง OpenAI หรือแม้แต่บริษัท Tesla ของเขาเอง

ย้อนกลับไปในปี 1997 แชมป์หมากรุกโลกชาวรัสเซีย Gary Kasparov พ่ายแพ้ให้กับคอมพิวเตอร์ Deep Blue หลังจากนั้นเขาได้คิดค้นเกมหมากรุกชนิดใหม่ Advanced Chess ที่ให้คนกับคอมพิวเตอร์ร่วมมือกันแทนที่จะแข่งขัน โดยให้ AI เป็นผู้ช่วยเสนอทางเลือกในการเดินหมากที่เป็นไปได้ และให้มนุษย์เป็นผู้ควบคุมเกมและตัดสินใจวางหมาก ซึ่งการร่วมมือกันระหว่างมนุษย์และสมองกลให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม คอมพิวเตอร์คู่หูช่วยประมวลผลและเสนอทางเลือกในการเดินหมากได้อย่างรวดเร็วและหลากหลาย ขณะที่มนุษย์คอยเป็นผู้คัดเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุด

นอกจากการหาทางร่วมมือผูกมิตรกับ AI แล้ว สิ่งสำคัญก็คือการหาทางจัดการความเสี่ยง ศึกษาผลกระทบของ AI ในมิติต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย พร้อมกับสร้างแนวทางกำกับดูแล มาตรฐานทางจริยธรรม และกำหนดทิศทางการพัฒนา AI เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษย์

บทความโดย: อัลเบอท ปอทเจส

#FuturistNIDA  #ให้คำปรึกษาด้านการมองอนาคต
#การคาดการณ์อนาคต #อนาคตศาสตร์
#เทคโนโลยี #AI #ปัญญาประดิษฐ์ 

= = = = = = = = = =
อ่านบทความอื่น ๆ และสนใจปรึกษาข้อมูลแนวคิดการมองอนาคตเพิ่มเติมได้ที่
Facebook Fanpage : FuturISt@NIDA
Blockdit : FuturISt@NIDA (blockdit.com)
Line : @futurist